กลุ่มคนข้ามเพศ


หน้าแรก บริการของเรา กลุ่มคนข้ามเพศ

K-Wellness @ โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่ง กมล

กลุ่มคนข้ามเพศ



การใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อการข้ามเพศ (Transgender hormone therapy)

          การใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อการข้ามเพศ ( Transgender hormone therapy ) จัดเป็นการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy) แขนงหนึ่ง โดยการใช้ฮอร์โมนเพศ หรือยาฮอร์โมนอื่นๆ ในกลุ่มคนข้ามเพศ หรือคนที่แสดงออกทางเพศที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคมเพื่อจุดประสงค์เพื่อให้มีลักษณะที่บ่งบอกทางเพศที่เป็นแบบทุติยภูมิของเพศที่ต้องการ การใช้ฮอร์โมนบำบัดแบ่งเป็น 2 ประเภท ตามจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงจากชายเป็นหญิง หรือจากหญิงเป็นชาย

  • การใช้ฮอร์โมนจากชายเป็นหญิง (Ferminizing hormone therapy) – สำหรับหญิงข้ามเพศ หรือคนข้ามเพศที่มีลักษณะของเพศหญิง แต่ไม่ได้มองว่าตนเป็นหญิงข้ามเพศ ประกอบด้วย ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และยายับยั้งฮอร์โมนแอนโดรเจน (Antiandrogen)
  • การใช้ฮอร์โมนจากหญิงเป็นชาย (Masculinizing hormone therapy) – สำหรับชายข้ามเพศ หรือคนข้ามเพศที่มีลักษณะของเพศชาย แต่ไม่ได้มองว่าตนเป็นชายข้ามเพศ ประกอบด้วย ยาฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen)

 

จุดมุ่งหมายของการใช้ฮอร์โมนบำบัดสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศคืออะไร ?

          จุดมุ่งหมายคือทำให้คุณเป็นตัวของคุณมากขึ้นทั้งด้านร่างกายและจิตใจ คุณอาจเคยสัมผัสความรู้สึกอึดอัดใจเนื่องจากคุณไม่มีความสุขกับภาพลักษณ์ภายนอกของคุณที่เป็นชายหรือหญิง หรือบางครั้งคุณไม่พอใจกับบทบาทที่ต้องแสดงออกเป็นผู้ชายหรือเป็นผู้หญิง หรือบางครั้งปัจจัยทั้งสองอย่างนั้นช่างขัดกับความรู้สึกที่แท้จริงภายในว่าคุณเป็นใคร ซึ่งคุณอาจจำเป็นต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความรู้สึกสับสนนี้และรู้สึกท้อแท้ที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นมาตลอดหลายปี ถ้าคุณมีความรู้สึกดังกล่าว การใช้ฮอร์โมนบำบัดจะช่วยคุณได้ การรักษาแนวทางนี้บางครั้งถูกเรียกว่า ‘cross-sex’ hormone therapy

 

จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนไปตลอดหรือไม่ ?

          คำตอบคือ ใช่ คุณจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนไปตลอดชีวิตหากคุณยังต้องการผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนในด้านการแสดงออกเป็นหญิง หรือฮอร์โมนแอนโดรเจนในด้านการแสดงออกเป็นชายยังคงอยู่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณตัดสินใจจะผ่าตัดเอารังไข่หรืออัณฑะของคุณออก

  • ปริมาณฮอร์โมนที่คุณกินจะถูกลดขนาดลงให้เหลือแค่เพียงพอที่จะให้ผลด้านการแสดงออกทางเพศต่อคุณ และเพียงพอจะป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อคุณอายุมากขึ้น
  • ถ้าคุณยังใช้ยาต้านฮอร์โมนร่วมด้วย (hormone blocker) คุณจำเป็นต้องหยุดใช้ยาเหล่านี้เช่นกัน

 

ทำไมถึงจำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจติดตามอาการ ?

          การตรวจติดตามสุขภาพจะช่วยให้แพทย์ได้แน่ใจว่ายาฮอร์โมนได้เข้าสู่ร่างกายจริง และช่วยตรวจพบปัญหาสุขภาพได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งแพทย์อาจมีการปรับยา และ/หรือ สั่งยาเพิ่มด้วยตามแต่ความเหมาะสม จึงมีความจำเป็นที่แพทย์จะรับทราบเกี่ยวกับประวัติการเป็นโรคมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือด หรือโรคตับของคุณรวมทั้งคนในครอบครัว เพียงเพื่อไม่ได้หมายความว่าคุณห้ามใช้ยาฮอร์โมน แต่เพื่อที่แพทย์จะได้แนะนำถึงแนวทางการรักษาทางอื่นที่เหมาะสมแทน รวมถึงติดตามอาการของคุณได้ดียิ่งขึ้น

          วิถีชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญ คุณควรกินให้เหมาะสมควบคู่กับการออกกำลังกาย การกินยาบางชนิด การดื่มสุราและความอ้วน ทุกปัจจัยล้วนส่งผลต่อการใช้ฮอร์โมนบำบัด อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจส่งผลต่อโอกาสที่คุณจะได้เข้ารับการผ่าตัดด้วย การสูบบุหรี่จัดเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการใช้ฮอร์โมนมากที่สุด เพราะบุหรี่มีส่วนไปลดผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อร่างกายหญิงข้ามเพศ
หากคุณกำลังกินยาเพื่อรักษาโรคอื่นๆอยู่ อาทิ ยาต้านไวรัสเอสไอวี จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์รับทราบ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ผลตรวจเลือดเป็นบวกต่อเชื้อไวรัสเอชไอวีไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้ฮอร์โมนบำบัดแต่อย่างใด
แพทย์จะทำการติดตามสุขภาพของคุณ ตั้งแต่ความดันโลหิต การตรวจเลือด หรืออาจรวมถึงการตรวจกระดูก ตรวจเต้านม และการตรวจภายในด้วย แต่คุณจำเป็นต้องรับทราบว่าผลข้างเคียงจากยาอาจยังมีได้แม้ว่าจะรับการตรวจติดตามสม่ำเสมอก็ตาม ถ้าคุณมีอาการหายใจหอบเหนื่อยหรือเจ็บหน้าอก ปวดบริเวณน่องขา ปวดศีรษะที่รุนแรงหรือบ่อยครั้งขึ้น ต้องรีบมาพบแพทย์โดยทันที

 

การใช้ฮอร์โมนบำบัดจะส่งผลอย่างไรกับการมีเพศสัมพันธ์บ้าง ?

          ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone) ในกลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน มีส่วนเพิ่มความต้องการทางเพศ ดังนั้นในกลุ่มชายข้ามเพศอาจมีความต้องการมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งขึ้น สำหรับหญิงข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวขององคชาตทำให้การมีเพศสัมพันธ์ลำบากมากขึ้น หญิงข้ามเพศหลายคนกล่าวว่า ในช่วงระหว่างเปลี่ยนแปลงนี้ เธอไม่ได้รู้สึกสนใจการมีเพศสัมพันธ์ใดๆ หากคุณและคู่ของคุณมีปัญหาเรื่องนี้ คุณอาจต้องลองพูดคุยกันหรือเข้ารับการปรึกษาdy[crmpN

 

จำเป็นต้องหยุดยาฮอร์โมนก่อนจากผ่าตัดหรือไม่ ?

          การผ่าตัดล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้นหากคุณวางแผนจะเข้ารับการผ่าตัด คุณควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ก่อนเพื่อพูดคุยถึงข้อดีและข้อเสียของการหยุดฮอร์โมนก่อนการผ่าตัดล่วงหน้าหลายสัปดาห์เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดภายในเส้นเลือด หญิงข้ามเพศควรหยุดกินยาฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด แต่เนี่องจากไม่มีช่วงเวลาหยุดยาที่ตายตัวแน่ชัด ทั้งศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์อาจมีความเห็นเกี่ยวกับระยะเวลาที่ต่างกันออกไปได้ ทีมแพทย์จะพิจารณาสุขภาพของคุณอย่างละเอียดแม้ว่าคุณจะสูบหรือไม่สูบบุหรี่ รวมถึงเป็นหรือไม่เป็นโรคอ้วนก็ตาม คุณสามารถเริ่มการใช้ฮอร์โมนได้อีกครั้งหลังจากการผ่าตัดประมาณ 2-3 สัปดาห์ เมื่อคุณแข็งแรงเพียงพอลุกจากเตียงได้และแพทย์ไม่ได้สั่งห้าม ในช่วงระหว่างที่หยุดการใช้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนก่อนการผ่าตัด คุณอาจต้องการยาต้านฤทธิ์ฮอนโมนเทสโทสเทอโรน เพื่อหยุดไม่ให้ขนบริเวณใบหน้ากลับมาขึ้นใหม่
ทั้งชายและหญิงข้ามเพศจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดก่อนผ่าตัดเพื่อเช็คสุขภาพและดูความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดหรือภาวะเลือดไหล

 

ยังสามารถมีลูกได้อีกหรือไม่ ?

          การใช้ฮอร์โมนจะทำให้คุณเกิดภาวะเป็นหมันหลังจากใช้ยาไปช่วงระยะหนึ่ง เนื่องจากผลลัพธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด การใช้ฮอร์โมนจึงไม่ใช่วิธีสำหรับการคุมกำเนิด ควรใช้ถุงยางอนามัยแทนเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ถ้าคุณเป็นหญิงข้ามเพศ การหยุดยาฮอร์โมนอาจช่วยให้การสร้างสเปิร์มกลับมาได้บ้าง ปัจจุบันยังไม่มีช่วงเวลาแน่นอนของการเป็นหมันหลังเริ่มการใช้ยาฮอร์โมน อีกทั้งยังแตกต่างกันในแต่ละคน คุณจะกลายเป็นหมันถาวรหลังจากผ่าตัดนำอัณฑะออกแล้ว

ถ้าคุณเป็นชายข้ามเพศ การใช้ยาฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่คุณจะกลายเป็นหมันถาวร แต่ก็เช่นเดียวกันว่าไม่มีช่วงเวลาที่แน่ชัด เมื่อคุณผ่าตัดเอารังไข่ออก คุณจะไม่สามารถตั้งครรภ์โดยวิธีธรรมชาติได้ แต่เมื่อคุณผ่าตัดเอามดลูกออกคุณจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก
อย่าลืมที่จะปรึกษาแพทย์เรื่องผลกระทบของการใช้ฮอร์โมนกับโอกาสที่จะมีบุตรในอนาคต รวมถึงควรได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเก็บสเปิร์มหรือไข่เอาไว้ด้วย

 

ถ้าหากจะลองใช้ยาฮอร์โมนที่ซื้อมาจากอินเทอร์เน็ตได้หรือไม่ ?

          การใช้ยาฮอร์โมนโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณได้

 

ความเสี่ยงของการใช้ฮอร์โมนโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์มีอะไรบ้าง ?

อันตรายที่เกิดจากการซื้อยามากินเองมีดังต่อไปนี้

  • ผลิตภัณฑ์อาจไม่ใช่ของแท้และอาจไม่ก่อให้เกิดผลอะไรกับร่างกายเลย ทำให้คุณต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
  • ผลิตภัณฑ์อาจไม่มีคุณภาพและก่อให้เกิดอันตรายได้
  • คุณอาจไม่ได้รับทราบถึงความเสี่ยงที่จะเกิดและผลข้างเคียงจากการใช้ยา
  • คุณอาจไม่ทราบถึงผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณกินยาฮอร์โมนร่วมกับยาชนิดอื่นหรือร่วมกับยาสมุนไพรต่างๆ
  • คุณจะไม่ได้รับการตรวจที่ถูกต้องจากแพทย์ถึงผลที่อาจเกิดจากยาฮอร์โมน
  • ขนาดยาที่กินหรือวิธีใช้ยาฮอร์โมนบางชนิด อาทิ ยากิน แผ่นแปะผิวหนัง อาจไม่ได้เหมาะสมกับคุณ

หากคุณได้เริ่มใช้ยาฮอร์โมนด้วยวิธีนี้แล้ว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อที่แพทย์จะได้วางแผนและสั่งยาที่เหมาะสมกับคุณ

 

1. ฮอร์โมนจากชายเป็นหญิง

1.1 ยาฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกายให้มีลักษณะของเพศหญิง (Ferminizing medication)

– ฮอร์โมนเอสโตรเจน

1.2.ยาเพื่อลดการทำงานของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน

– กลุ่มยาต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน
– ยา Cyproterone acetate
– ยา Spironolactone
– ยา Goserelin หรือ leuprorelin
– ยา Finasteride
– ฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน (Progesterone) ไม่แนะนำให้จ่ายแก่คนไข้เนื่องจากยามีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดและผลข้างเคียงอื่นๆ นอกจากนี้หากกินในขนาดที่สูงยังส่งผลยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีขนบนใบหน้ากลับมาขึ้นใหม่ และเพิ่มความต้องการทางเพศ

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งเต้านม ผู้ที่มีประวัติมีก้อนเลือดหรือลิ่มเลือดอุดตัน ที่ยังไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด รวมถึงผู้ที่มีประวัติโรคเนื้องอกต่อมใต้สมองที่ผลิตฮอร์โมนโปรแลคทิน (Macroprolactinoma) บุคคลดังกล่าวห้ามใช้ยาฮอร์โมนกลุ่มนี้ เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต และควรได้รับการดูแลติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจากอายุรแพทย์
  • ในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคดังต่อไปนี้ ควรฮอร์โมนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มขนาดยาที่ใช้
    •  โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมอง
    •  ผู้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น สูบบุหรี่ เบาหวาน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง และโรคอ้วน
    • ประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง โรคก้อนเลือดหรือลิ่มเลือดอุดตัน
    • โรคถุงน้ำดี
    • ผู้มีประวัติเป็นโรคเลือดหรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น peripheral vascular disease, polycythemia vera, sickle-cell anemia และอื่นๆ

 

ยาฮอร์โมนจากชายเป็นหญิงจะส่งผลอะไรกับร่างกายบ้าง ?

ในหญิงข้ามเพศ ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะส่งผลให้

  • ไขมันสะสมเพิ่มขึ้นบริเวณสะโพก
  • ขนาดของอัณฑะและองคชาตจะลดขนาดลงเล็กน้อย
  • การแข็งตัวขององคชาตจะทำได้ลำบากขึ้น
  • รู้สึกกดเจ็บและมีลักษณะเป็นก้อนมากขึ้นที่บริเวณเต้านม
  • ขนบริเวณร่างกายและใบหน้าจะลดลง ช่วยให้การกำจัดขนของหญิงข้ามเพศทำได้สะดวกขึ้น
  • ลักษณะศีรษะล้านแบบเพศชายอาจลดลงหรือหยุดลงได้

 

ความเสี่ยงของการใช้ฮอร์โมนมีอะไรบ้าง ?

          การใช้ฮอร์โมนนั้นจะปลอดภัยหากใช้ในขนาดที่เหมาะสม เนื่องจากยาฮอร์โมนนั้นถูกสังเคราะห์ให้มีความคล้ายคลึงกับฮอร์โฒนในร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ยาทุกชนิดนั้นล้วนมีผลข้างเคียง และบางรายอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ผู้ใช้จึงควรศึกษาผลข้างเคียงของยาให้ดีก่อนตัดสินใจใช้ยา
ผลข้างเคียงที่รุนแรงจากยาฮอร์โมนเอสโตรเจน มีดังนี้

  • การเกิดลิ่มเลือด
    •  โรคหลอดเลือดดำอุดตัน (Deep vein thrombosis)
    • โรคหลอดเลือดในสมอง (Stroke)
    •  โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (Pulmonary embolism)
  •  กระทบการทำงานของตับ

 

2. ฮอร์โมนจากหญิงเป็นชาย

2.1 ยาฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกายให้มีลักษณะของเพศชาย (Musculinizing medication)

– ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone)
2.2 ยาเพื่อลดการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน :

– ยา Goserelin

– ยา Leuprorelin ยากลุ่มนี้มีความสำคัญน้อยเนื่องจากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนอย่างเดียวนั้นเพียงพอสำหรับชายข้ามเพศแล้ว

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ห้ามใช้ยาฮอร์โมนกลุ่มนี้เด็ดขาด
  • ผู้ที่มีโรคดังต่อไปนี้ควรใช้ยาฮอร์โมนอย่างระมัดระวัง
    •  โรคลมชักที่มีความไวต่อฮอร์โมนแอนโดนเจน
    •  โรคไมเกรน
    •  โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ
    •  โรคเลือดข้น
    •  โรคหัวใจล้มเหลว โรคไตวาย โรคความดันโลหิตสูงที่ไวต่อภาวะโซเดียมคั่งและน้ำเกินในร่างกาย
    •  โรคตับ
    •  โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
    •  ผู้มีประวัติโรคมะเร็งมดลูก
    •  โรคเลือดไหลง่ายหยุดยาก
    • ผู้มีประวัติมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง
    •  ผู้มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านม
    •  ผู้มีสิว

 

ยาฮอร์โมนจากหญิงเป็นชายจะส่งผลอะไรกับร่างกายบ้าง ?

ในชายข้ามเพศ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนจะส่งผลให้

  •  มีขนและเคราเพิ่มขึ้นที่ใบหน้าและร่างกาย
  •  ลักษณะศีรษะล้านแบบเพศชายอาจเกิดขึ้นได้
  •  ปุ่มกระสันของอวัยวะเพศหญิง (Clitolis) จะเพิ่มขนาดขึ้นได้เล็กน้อย
  •  ความต้องการทางเพศอาจเพิ่มขึ้นได้
  •  เสียงเปลี่ยน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ถึงระดับของเสียงผู้ชายทั่วไป
  •  ประจำเดือนจะหยุดลง แต่อาจยังมีเลือดไหลกะปริดกะปรอยได้ซึ่งต้องอาศัยการปรับขนาดยา
  •  สิวอย่างเกิดขึ้นได้

 

ความเสี่ยงของการใช้ฮอร์โมนมีอะไรบ้าง ?

          การใช้ฮอร์โมนนั้นจะปลอดภัยหากใช้ในขนาดที่เหมาะสม เนื่องจากยาฮอร์โมนนั้นถูกสังเคราะห์ให้มีความคล้ายคลึงกับฮอร์โฒนในร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ยาทุกชนิดนั้นล้วนมีผลข้างเคียง และบางรายอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ผู้ใช้จึงควรศึกษาผลข้างเคียงของยาให้ดีก่อนตัดสินใจใช้ยา
ผลข้างเคียงที่รุนแรงจากยาฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน คือโรคเลือดข้น (Polycythemia)


แหล่งอ้างอิง
1.https://en.wikipedia.org/wiki/Transgender_hormone_therapy
2.Gender Identity Research and Education Society, A guide to hormone therapy for transpeople
3.ศูนย์สุขภาพชุมชนแทนเจอรีน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย, การใช้ฮอร์โมนบําบัดเพื่อการข้ามเพศ

 






Name

Country
Email

Mobile No.

Whatsapp / Viber / Skype / Line etc.

Detail