ศัลยกรรมผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง


หน้าแรก บริการของเรา ผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง (MTF Sex Reassignment Surgery)

ศัลยกรรม ชายเป็นหญิง @ โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่ง กมล

ผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง (MTF Sex Reassignment Surgery)



          การผ่าตัดแปลงเพศเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะทางจิตใจ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างการรับรู้เพศและสภาพร่างกายที่ไม่สอดคล้องกัน ตั้งแต่กำเนิดซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Gender Dysphoria โดยการผ่าตัดเพื่อให้มีอวัยวะเพศตรงตามสภาพจิตใจที่ต้องการของตนเอง และทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับเพศที่ตนเองได้เลือกใหม่ ดังนั้นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศจึงเป็นการผ่าตัดครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อวิถีชีวิตใหม่ จึงควรมีการเตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเลือกแพทย์ผู้ผ่าตัด  ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศเป็นอย่างดี  ซึ่งจะทำให้ได้รับรูปร่างของอวัยวะเพศภายนอกสวยงามเหมือนธรรมชาติ  มีความลึกของช่องคลอดตามความเหมาะสมกับสภาพของร่างกาย  และสามารถรับความรู้สึกทางเพศได้ดี จะช่วยให้ผู้ที่รับการผ่าตัดมีสภาพร่างกายสอดคล้องกับสภาพจิตใจ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

 

คุณสมบัติของผู้ที่จะผ่าตัดแปลงเพศ

คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนแปลงเพศจากชายเป็นหญิง มีดังนี้

1. ผู้ผ่าตัดต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือถ้าอายุไม่ถึง 20 ปี ต้องให้ บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ที่ ถูกต้องตามกฎหมายอนุญาตให้ผ่าตัดได้
2. ต้องได้รับฮอร์โมนเพศหญิงติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
3. มีความรู้สึกเป็นผู้หญิงมานานแล้ว หรือตั้งแต่เริ่มจำความได้
4. เคยใช้ชีวิตแบบผู้หญิงมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
5. รู้สึกรังเกียจอวัยวะเพศของตนเอง คิดว่าเป็นส่วนเกิน
6. ได้ผ่านการประเมินสภาพจิตใจและได้รับใบรับรองจากจิตแพทย์ ว่าอยู่ภาวะที่ปกติและเหมาะสมที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศได้
7. ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

 

ผลลัพธ์จากการผ่าตัดแปลงเพศ

ศัลยแพทย์ตกแต่งที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะนำผิวหนัง เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทที่รับความรู้สึกทางเพศของผู้เข้ารับการผ่าตัด มาตกแต่งให้เป็นอวัยวะเพศหญิงที่สมบูรณ์แบบ โดยมีวิธีการและผลลัพธ์ดังนี้

1. ทำให้มีอวัยวะเพศให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุด
2. ทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้รับช่องคลอดที่ลึกที่สุด เท่าที่ผิวหนังของผู้ป่วยจะทำได้
3. เก็บรักษาเส้นประสาทความรู้สึกทางเพศมาเก็บไว้ที่ปุ่มรับความรู้สึกทางเพศของผู้หญิง (clitoris) ให้ความรู้สึกทางเพศเหมือนปกติ
4. ต้องทำการผ่าตัดและตกแต่ง ซ่อนแผลเป็นให้เห็นน้อยที่สุด

 

วิธีการผ่าตัดแปลงเพศ

วิธีการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง มีดังนี้

1. เป็นการผ่าตัดโดยการให้ยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
2. ทำการสร้างช่องคลอดใหม่โดยเจาะบริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ โดยมีลึกประมาณ 6-7 นิ้ว
3. นำผิวหนังจากบริเวณองคชาตเดิมหรือจากถุงอัณฑะ  ไปสร้างเป็นผนังช่องคลอดก็จะได้ช่องคลอดใหม่เกิดขึ้น เหมือนผู้หญิง
4. เก็บเส้นประสาทรับความรู้สึกทางเพศ  เพื่อเตรียมทำปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris)แล้วตัดแกนองคชาตออก
5. ตัดท่อปัสสาวะเพศชายให้สั้นลง แล้วตกแต่งให้สามารถปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง ถ้าทำการผ่าตัดไม่ดี เวลานั่งปัสสาวะอาจจะพุ่งขึ้นมาได้
6. ตกแต่งบริเวณภายนอกได้แก่ แคมนอก (Major Labia) แคมใน (Minor Labia) ท่อปัสสาวะและปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ให้สวยงามเหมือนอวัยวะเพศหญิงที่สมบรูณ์ และยังคงมีความรู้สึกทางเพศอยู่เหมือนเดิม

 

เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ

การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง  สามารถแบ่งตามเทคนิคการสร้างช่องคลอดใหม่ได้ 4 วิธีดังนี้

1. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต (SRS 1)

          เป็นการนำเอาผิวหนังขององคชาตสอดกลับเข้าไปตกแต่งทำเป็นช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน ภาวะแทรกซ้อนต่ำ  ศัลยแพทย์นิยมใช้เทคนิคนี้ในการผ่าตัดแปลงเพศกันอย่างแพร่หลาย

ข้อดี คือ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน สำหรับแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญและมี ประสบการณ์ จะใช้เวลาในการผ่าตัดแปลงเพศ โดยใช้เทคนิคนี้ ประมาณ 4 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืน
ข้อเสีย คือไม่เหมาะกับผู้ที่มีความยาวขององคชาตสั้นกว่า 4 นิ้ว เพราะจะทำให้ได้ช่องคลอดที่ไม่ลึก (โดยปกติแล้วความลึกของช่องคลอดเท่ากับความยาวของหนังที่หุ้มองคชาต ลบ 1 นิ้ว (เผื่อผิวหนังที่จะใช้ทำแคมใน ) ระยะยาวหนังหุ้มช่องคลอดมักจะย้อยออกมา

 

2. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆ มาทำเป็นผนังช่องคลอด (SRS 2)           

          เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศนี้เกิดจากการนำเอาผิวหนังจากองคชาตแล้วต่อด้วยผิวหนังจากถุงอัณฑะ   มาเลาะให้มีผิวหนังบางๆ  ไปทำเป็นผิวหนังหุ้มผนังช่องคลอด เพื่อเพิ่มความลึกของช่องคลอด  ให้ได้ตามที่ต้องการและเพียงพอต่อการใช้งาน   ถ้าต่อผิวหนังจากถุงอัณฑะแล้วยังได้ความลึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผ่าตัด ศัลยแพทย์ตกแต่งอาจจะพิจารณานำผิวหนังจากที่อื่นๆ เช่น ต้นขา  ขาหนีบ หน้าท้อง มาเพิ่มเป็นผนังของช่องคลอดให้ความลึกเพิ่มอีกก็ได้

ข้อดี คือ สามารถช่วยให้คนที่มีองคชาตสั้น มีโอกาสได้ช่องคลอดลึกมากกว่า 6 นิ้ว
ข้อเสีย คือ การผ่าตัดจะยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลาผ่าตัดมากขึ้น เทคนิคนี้แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 6 คืน

 

3. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่ทำเป็นผนังช่องคลอด

          การผ่าตัดแปลงเพศด้วยเทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นหญิงสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพราะลำไส้ใหญ่จะมีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ หรือ เป็นการผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว ช่องคลอดตีบตัน ไม่สามารถร่วมเพศได้ โดยนำลำไส้ใหญ่บางส่วน ประมาณ 7-8 นิ้ว มาสร้างเป็นผนังช่องคลอด ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล มีเทคนิคในการนำลำไส้ใหญ่มาเป็นผนังช่องคลอด อยู่ 2 เทคนิค ได้แก่

  • แบบเปิดแผลหน้าท้อง (Open Technique) จะมีรอยแผลตามขอบบิกินี่ ด้านซ้ายของคนไข้ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ลำไส้ใหญ่ที่นำมาทำเป็นผนังช่องคลอด ยาวประมาณ 7-8 นิ้ว โดยจะมีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงด้วย ระยะเวลาในการผ่าตัดประมาณ 7 ชั่วโมง
  • แบบใช้กล้อง (Laparoscopic Technique) เทคนิคนี้เป็นเทคนิคใหม่ล่าสุด ที่มีการนำลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอดโดยปราศจากแผลเป็นที่หน้าท้อง โดยใช้เครื่องมือพิเศษ ในการผ่าตัด สามารถตัดลำไส้มาทำเป็นผนังช่องคลอดได้ยาว 7-8 นิ้ว การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 

 

ข้อเสีย

1. อาจเกิดแผลเป็นยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เหนือหัวเหน่าด้านซ้าย
2. การผ่าตัดมีความยุ่งยากซับซ้อนต้องมีการเตรียมการผ่าตัดเอาส่วนของสำไส้ ใหญ่ ออกมาโดยต้องมีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาดก่อนผ่าตัด 1 วัน
3. ผู้ทำการผ่าตัดอาจจะมีอาการท้องอืด 2 – 3 วัน หลังการผ่าตัด
4. การผ่าตัดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอดนี้  ไม่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักมาก  หรือมีหน้าท้องหนา ค่า BMI  ไม่ควรเกิน 28.5  

 

4. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ ผนังหน้าท้องร่วมกับ ผิวหนังจากองคชาด (Penile-Peritoneal Vaginoplasty) SRS –PPV 
          การผ่าตัดแปลงเพศด้วยเทคนิคนี้ เป็นเทคนิคใหม่ที่ผสมผสานระหว่างการนำเอาผิวหนังจากองคชาด และ เนื้อเยื่อจากผนังหน้าท้องด้านใน( Peritoneal)ดึงลงมาต่อกัน  เพื่อทำช่องคลอดเทียม การผ่าตัดเอาผนังหน้าท้องด้านในออกมา มี 2 วิธีคือ

  • การผ่าตัดด้วยกล้อง( Laparoscope Method) จะนิยมมากกว่าเพราะ ไม่มีแผลเป็น
  • การผ่าตัดด้วยการเปิดหน้าท้อง  ( Open Method)

 

ข้อดี

  1. เทคนิคนี้สามารถจะใช้ทำครั้งแรกของการผ่าตัดแปลงเพศ หรือ แก้ไขผ่าตัดแปลงเพศที่มีช่องคลอดตื้นก็ได้
  2. สามารถใช้เทคนิคนี้เพิ่มความลึกให้ช่องคลอดได้
  3. เทคนิคนี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่ผ่าตัดแปลงเพศด้วยลำไส้มาแล้ว แล้วเกิดรอยต่อระหว่างผิวหนังกับลำไส้  หดตัว  ไม่สามารถร่วมเพศได้  ผนังหน้าท้อง( Peritoneum) จะช่วยแก้ไขได้
  4.  เป็นทางเลือกให้ที่ผู้ที่มี  อวัยวะเพศชายสั้นมากไม่สามารถผ่าตัดแปลงเพศ แบบที่ใช้เทคนิคการเอาผิวหนังมาทำช่องคลอดได้
  5. ช่องคลอดจะมีน้ำหล่อลื่น และ ยืดหยุ่นเป็นธรรมชาติ
  6. ใช้เวลาขยายช่องคลอดน้อยกว่าเทคนิคใช้ผิวหนัง
  7. ความเสี่ยงการการทำงานของลำไส้ผิดปกติมีน้อยกว่า เช่น ลำไส้ไม่เคลื่อนไหว


ข้อเสีย

  1. มีโอกาสมองเห็นแผลเป็น ( Scar )ได้ ถ้าเลือกเทคนิคการเปิดแผลหน้าท้อง เพื่อเอา ผนังหน้าท้อง ( Peritoneum )มาใช้ แพทย์จะเปิดแผลหน้าท้อง แนวบิกินี่ด้านซ้ายประมาณ 10-12  ซม.
  2. มีความซับซ้อนในการผ่าตัดมากกว่าเทคนิคอื่น
  3. คนไข้อาจจะมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือไม่สบายท้อง ประมาณ 3-5 วันหลังจากการผ่าตัด
  4. การเปิดหน้าท้องหรือการผ่าตัดด้วยกล้องเพื่อเอาผนังช่องท้องไม่สามารถทำได้กับ  คนอ้วนหรือมีไขมันสะสมที่หน้าท้องเยอะ  ต้องตรวจร่างกายก่อน
  5. เนื่องจากเป็นการผ่าตัดในช่องท้อง การผ่าตัดเลาะเกาผนังหน้าท้องด้วย.Laparoscope  อาจจะมีโอกาสเปลี่ยนเป็น แผลหน้าท้องได้ในบางเคสที่มีปัญหา

 

ระยะเวลาในการผ่าตัด 4-6 ชั่วโมง

 

การเตรียมตัวก่อน  การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง มีดังนี้

วิธีการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง มีดังนี้

  • ผ่านการพบจิตแพทย์ มีใบรับรองจากจิตแพทย์
  • ปรึกษาศัลยแพทย์ที่จะผ่าตัดแปลงเพศ  พร้อมตรวจร่างกาย  Chest x ray, ตรวจเลือด       ตรวจ  EKG, Stress test ถ้าอายุเกิน 40 ปี 
  • หยุดฮอร์โมน  1-2 อาทิตย์
  • หยุดยาจำพวกแอสไพริน ยาลดอาการอักเสบ หรือสมุนไพร ที่อาจจะทำให้เลือดออกผิดปกติ หยุดยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือตามแพทย์สั่ง
  • หยุดสูบบุหรี่ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสเกิดเลือดไปเลี้ยงแผลไม่ดี
  • เตรียมอาหาร ที่อยู่อาศัยหลังผ่าตัด 1-2 สัปดาห์ เพื่อทำแผลและขยายช่องคลอด

 

การดูแลแผล หลังการผ่าตัดแปลงเพศ

คนไข้จะต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อย่างน้อย 4- 6  คืน เพื่อดูแลรักษาแผลในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นคนไข้จะต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

1.  ให้คนไข้งดรับประทานอาหารที่มีกากและเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ นม นมเปรี้ยว โยเกิร์ตเพราะจะเกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการขับถ่ายในช่วง 2 วันแรกหลังการผ่าตัด ซึ่งอาจจะทำให้แผลมีการปนเปื้อนอุจจาระได้
2.  หลังผ่าตัด1-2 วันแรก   คนไข้ควรนอนอยู่ในท่านอนหงาย ยกสะโพกให้สูง และแยกขาทั้ง 2 ออกจากกันเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการบวมได้ดีขึ้น
3.  วันที่ 3  หลังการผ่าตัดสามารถนอนตะแคงได้
4.  วันที่ 4  หลังการผ่าตัดแพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการถอดสายระบายเลือดเสียออก   และเปิดแผลทำความสะอาดแผล และถอดสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยผ่าตัดแบบใช้  เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  สามารถกลับบ้านได้ และกลับมาตัดไหมในวันที่ 7 อีกครั้งสำหรับผู้ที่ทำการผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด หรือผู้ที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด แพทย์จะยังไม่ถอดสายสวนปัสสาวะออกและคนไข้ต้องนอนอยู่บนเตียงต่อไปจนถึงวันที่ 6 ของการผ่าตัด
5. คนที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด    จะงดน้ำและอาหารหลังการผ่าตัดจนกระทั่งมีอาการผายลมก่อน   จึงจะเริ่มจิบน้ำและรับประทานอาหารเหลวได้ ถ้ารับประทานอาหารเร็วเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อย ได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด
6. วันที่ 6  ของการผ่าตัด  คนที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด  เปิดแผลทำความสะอาดแผล และ เอาผ้าก๊อสที่อยู่ในช่องคลอดออก
7. วันที่ 7  ของการผ่าตัด เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด, เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด ถอดสายสวนปัสสาวะออก  และกลับบ้านได้
8. ผู้ผ่าตัด เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต, เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด , เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมและขยายช่องคลอดโดยใช้ Dilator ที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อรักษาความกว้างและเพิ่มความลึกให้คงที่ควรหมั่นขยายช่องคลอดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที
9. ผู้ผ่าตัดต้องทำความสะอาดแผลพร้อมกับขยายช่องคลอด ทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จนกว่าแผลภายนอกและในช่องคลอดจะหายสนิทดี
10. งดมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน
11. มาพบแพทย์ตามนัดทุก ๆ 1 สัปดาห์ หลังผ่าตัดจนครบ 1 เดือน เพื่อให้ผลการผ่าตัดที่ได้สมบูรณ์และสวยงามใกล้เคียงธรรมชาติ

 

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน  ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (Risk and Complication)

  • แผลบวม  ( Swelling)
  • มีรอยซ้ำ (Bruising)
  • มีเลือดคั่ง  ( Hematoma )
  • มีเลือดออก ( Bleeding)
  • การติดเชื้อ ( Infection )
  • ช่องคลอดทะลุเข้าลำไส้ ( Recto-vaginal fistula )
  • แผลสมานตัวช้า( Poor healing)
  • เนื้อตาย ( Flap necrosis)
  • ช่องคลอดตีบ หรือ ท่อปัสสาวะตีบ ( Vaginal and Urethral stenosis)
  • ความไม่พอใจในขนาด และรูปทรง ของ ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และคลิสตอริส ( Unsatisfied size or shape of vaginal urethral and clitoris)
  • ปวดแผล( Pain )แก้ไขได้ด้วยยาแก้ปวด
  • แคมอาจจะไม่เท่ากัน ( Asymmetric Labia )
  • แผลเป็น  ( Scarring )
  • ความรู้สึกทางเพศลดลง ( Decreased Sensation )
  • ผุ้ป่วยที่มีประวัติโรคเลือด อาจจะเกิด deep vein thrombosis ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบจะได้ป้องกัน โดยใส่เครื่องมือไล่เลือดที่ขาตลอดเวลา 2-3 วัน อย่างน้อย
  • ความเสี่ยงจากผลข้างเคียงการดมยาสลบ ( Risk from anesthesia )


แกลเลอรี แปลงเพศชายเป็นหญิง


รีวิว ผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง (MTF Sex Reassignment Surgery)




Name

Country
Email

Mobile No.

Whatsapp / Viber / Skype / Line etc.

Detail